ขนสัตว์ หรือวูล (Wool) เป็นเส้นใยโปรตีนธรรมชาติ ที่ได้มาจากขนของสัตว์ต่างๆ เช่น แกะ แพะ อัลปากา และกระต่าย และเป็นวัสดุสิ่งทอ ที่มนุษย์ใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม เพื่อให้ความอบอุ่นมานานหลายพันปี คุณสมบัติเด่นของขนสัตว์ มาจากโครงสร้างเส้นใย ที่มีรอยหยักตามธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่กักเก็บอากาศไว้ภายใน ทำให้เป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังสามารถดูดซับความชื้นได้ดี ทนไฟ และมีคุณสมบัติต่อต้านกลิ่นตามธรรมชาติ ขนสัตว์มีหลากหลายคุณภาพ ตั้งแต่ขนแกะเมอริโน (Merino) ที่มีความนุ่มเป็นพิเศษ สำหรับผลิตเสื้อผ้า ไปจนถึงชนิดที่หยาบกว่า ซึ่งนิยมใช้ทำพรม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
สรุปประเด็นสำคัญ
- ขนสัตว์เป็นเส้นใยโปรตีนที่ได้จากสัตว์ โดยส่วนใหญ่มาจากแกะ แต่ก็มาจากสัตว์อื่นๆ เช่น แพะ และอัลปากา
- รอยหยักตามธรรมชาติในเส้นใยขนสัตว์ ช่วยกักเก็บอากาศ เพื่อเป็นฉนวน ทำให้วัสดุมีความอบอุ่น และทนต่อความชื้นได้เองตามธรรมชาติ
- ขนสัตว์มีหลายประเภท ตั้งแต่ขนเมอริโน (Merino) ที่ละเอียดเป็นพิเศษ สำหรับทำเสื้อผ้า ไปจนถึงชนิดที่หยาบ สำหรับใช้ทำพรม และในงานอุตสาหกรรม
สารบัญเนื้อหา
1. คำจำกัดความ และคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของขนสัตว์
- สิ่งที่ทำให้ขนสัตว์เป็นเส้นใยธรรมชาติ
- ลักษณะสำคัญทางกายภาพ และทางเคมี
- การเปรียบเทียบขนสัตว์กับเส้นใยชนิดอื่น : คอตตอน, ลินิน และไหม
- บทบาทของความหยิกงอ (Crimp) และลาโนลิน (Lanolin)
- แหล่งที่มาจากสัตว์ : แกะ, แพะ, อัลปากา และอูฐ
- ขนสัตว์ชนิดละเอียด, ขนสัตว์ชนิดหยาบ และสายพันธุ์พิเศษ
- ขนแกะเมอริโน, แคชเมียร์, แองโกรา และขนอัลปากา
- การจัดเกรด และการจำแนกประเภทของเส้นใยขนสัตว์
3. กระบวนการแปรรูปขนแกะ : จากขนดิบสู่ผืนผ้า
- การตัดขน การคัดแยก และการทำความสะอาดขนดิบ
- การปั่นเส้นใยขนแกะให้กลายเป็นเส้นด้าย
- การย้อมสี, การทอ และการถัก
- แนวทางการผลิตขนสัตว์อย่างยั่งยืน
4. การใช้งาน และประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันของผ้าขนสัตว์
- ผ้าขนสัตว์ในเครื่องแต่งกาย : เสื้อสเวตเตอร์, ชุดสูท และถุงเท้า
- สิ่งทอในบ้าน : พรม, ผ้าทวีด และฉนวนกันความร้อน
- ผ้าขนสัตว์ผสม และเสื้อผ้าขนสัตว์ชนิดพิเศษ
คำจำกัดความ และคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของขนสัตว์
ขนสัตว์ (Wool) มีความโดดเด่นแตกต่างจากสิ่งทอชนิดอื่น ด้วยโครงสร้างที่เป็นโปรตีน และคุณสมบัติตามธรรมชาติ ที่วัสดุสังเคราะห์ ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ลักษณะเส้นใยที่หยิกงอเป็นลอน (crimp pattern), การเคลือบผิวด้วยลาโนลิน (lanolin) เพื่อการปกป้อง และความสามารถในการจัดการความชื้น ทำให้ขนสัตว์เป็นวัสดุอเนกประสงค์ ที่ใช้งานได้หลากหลาย เกินกว่าแค่การทำเสื้อผ้าทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ขนสัตว์เป็นเส้นใยธรรมชาติ
ขนสัตว์ เป็นเส้นใยโปรตีนธรรมชาติ ที่ได้มาจากขนของแกะ และสัตว์อื่นๆ เช่น อัลปากา, แพะ และกระต่าย เส้นใยประกอบด้วยเคราติน (keratin) เป็นหลัก ซึ่งเป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นจากกรดอะมิโนมากกว่า 20 ชนิด รวมถึงไกลซีน (glycine), อะลานีน (alanine) และซิสทีน (cystine)
องค์ประกอบที่เป็นโปรตีนนี้ ทำให้ขนสัตว์มีความแตกต่างทางเคมีจากเส้นใยที่ทำจากพืช โครงสร้างโปรตีนทำให้ขนสัตว์มีความยืดหยุ่น และคืนตัวได้ดีตามธรรมชาติ และแตกต่างจากวัสดุสังเคราะห์ ตรงที่ขนสัตว์ สามารถหมุนเวียน และย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์
แกะผลิตขนสัตว์ผ่านเซลล์เล็กๆ ที่เรียกว่าฟอลลิเคิล (follicles) ซึ่งอยู่บริเวณผิวหนัง เซลล์เหล่านี้ จะสร้างเส้นใยใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของสัตว์ กระบวนการเติบโตตามธรรมชาตินี้เอง ที่สร้างคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของขนสัตว์ ซึ่งไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ ในห้องปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์
ลักษณะสำคัญทางกายภาพ และทางเคมี
เส้นใยขนสัตว์ มีพื้นผิวที่เป็นเกล็ดซ้อนทับกัน ซึ่งสร้างผิวสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร เกล็ดเหล่านี้ ช่วยดักจับอากาศไว้ ทำให้เกิดเป็นฉนวนกันความร้อนตามธรรมชาติ โครงสร้างที่หยิกงอของเส้นใยขนสัตว์ ยังช่วยเพิ่มคุณสมบัติการเป็นฉนวนโดยการสร้างช่องอากาศเล็กๆ ขึ้นมา
คุณสมบัติทางกายภาพ
- ความยืดหยุ่น และการคืนตัวตามธรรมชาติ
- ความสามารถในการทนไฟ
- การดูดซับเสียง
- ความสามารถในการระบายความชื้น
คุณสมบัติทางเคมี
- โครงสร้างที่เป็นโปรตีน (เคราติน)
- การปรับสมดุลค่า pH ตามธรรมชาติ
- ความสามารถในการต้านทานแบคทีเรีย และกลิ่น
- องค์ประกอบที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
เส้นใยขนสัตว์ สามารถดูดซับความชื้นได้มากถึง 30% ของน้ำหนักตัว โดยไม่ทำให้รู้สึกเปียกชื้น คุณสมบัติในการระบายความชื้นนี้ ช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายในสภาพอากาศที่หลากหลาย
การเปรียบเทียบขนสัตว์กับเส้นใยชนิดอื่น : คอตตอน, ลินิน และไหม
ขนสัตว์ มีความแตกต่างจากเส้นใยธรรมชาติชนิดอื่นอย่างมาก ทั้งในด้านโครงสร้าง และประสิทธิภาพ คอตตอน (Cotton) และลินิน (Linen) เป็นเส้นใยจากพืชที่ทำจากเซลลูโลส (cellulose) ในขณะที่ขนสัตว์ และไหม (Silk) เป็นเส้นใยจากสัตว์ ที่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบหลัก
| คุณสมบัติ | ขนสัตว์ | ผ้าฝ้าย | ผ้าลินิน | ผ้าไหม |
|---|---|---|---|---|
| แหล่งที่มา | สัตว์ (แกะ) | พืช (ต้นฝ้าย) | พืช (ปอ) | สัตว์ (หนอนไหม) |
| โครงสร้าง | โปรตีน (เคราติน) | เซลลูโลส | เซลลูโลส | โปรตีน (ไฟโบรอิน) |
| การเป็นฉนวน | ยอดเยี่ยม | ปานกลาง | ไม่ดี | ดี |
| การจัดการความชื้น | ยอดเยี่ยม | ดี | ดี | ยอดเยี่ยม |
ผ้าฝ้ายดูดซับความชื้น แต่ใช้เวลาแห้งนานกว่าขนสัตว์ ผ้าลินินดูดซับความชื้นได้ดีมาก แต่ขาดคุณสมบัติในการเป็นฉนวนเหมือนขนสัตว์ ส่วนผ้าไหมมีโครงสร้างโปรตีนคล้ายกับขนสัตว์ แต่มีพื้นผิวเรียบเนียน ซึ่งแตกต่างจากพื้นผิวที่เป็นเกล็ดของขนสัตว์
ลักษณะความหยิกงอ ที่เป็นเอกลักษณ์ของขนสัตว์ (crimp) ทำให้แตกต่างจากเส้นใยของฝ้าย และลินินที่ตรงกว่า โครงสร้างที่หยิกงอนี้ สร้างคุณสมบัติการเป็นฉนวน และความยืดหยุ่นที่ดีกว่า
บทบาทของความหยิกงอ (Crimp) และลาโนลิน (Lanolin)
Crimp หมายถึงลักษณะความหยิกงอ หรือความเป็นลอนคลื่นตามธรรมชาติ ที่พบในเส้นใยขนสัตว์ รูปแบบซิกแซกนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อคุณสมบัติด้านการใช้งานของขนสัตว์ โดยทั่วไปแล้ว ขนสัตว์ที่มีเส้นใยละเอียด จะมีจำนวนรอยหยิกต่อนิ้วมากกว่า ทำให้ได้ผ้าที่นุ่ม และเป็นฉนวนได้ดีกว่า
ความหยิกงอนี้ สร้างช่องอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่ดักจับอากาศอุ่นไว้ใกล้กับร่างกาย ฉนวนธรรมชาตินี้ ทำงานได้ดีทั้งในสภาพอากาศร้อน และเย็น จำนวนรอยหยิกที่สูงกว่า มักบ่งบอกถึงขนสัตว์ที่ละเอียด และมีมูลค่าสูงกว่า
ลาโนลิน (Lanolin) คือ สารคล้ายขี้ผึ้งตามธรรมชาติ ที่เคลือบอยู่บนเส้นใยขนสัตว์ สารเคลือบป้องกันนี้ ช่วยขับไล่น้ำ ในขณะที่ยอมให้ไอน้ำ และความชื้นระเหยผ่านไปได้ ลาโนลินทำให้ขนสัตว์มีคุณสมบัติกันน้ำตามธรรมชาติ และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
ในระหว่างกระบวนการแปรรูป ลาโนลินบางส่วนจะถูกกำจัดออกไป แต่จะยังคงมีร่องรอยเหลืออยู่ เพื่อให้คุณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ปริมาณลาโนลินที่เหลืออยู่นี้ มีส่วนช่วยให้ขนสัตว์ ต้านทานการหดตัวจนเป็นแผ่นสักหลาด (felting shrinkage) เมื่อได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่มากเกินไป และการปั่นอย่างรุนแรง ยังคงสามารถทำให้ขนสัตว์ ที่ไม่ผ่านการปรับสภาพ เกิดการหดตัวเป็นแผ่นได้
ที่มา และประเภทของขนสัตว์
ขนสัตว์มาจากสัตว์หลายชนิด ซึ่งแต่ละแหล่งที่มา ก็ให้เส้นใยที่มีคุณสมบัติ และลักษณะเฉพาะตัว ความละเอียด, ความแข็งแรง และผิวสัมผัสของขนสัตว์ จะแตกต่างกันอย่างมากตามชนิด และสายพันธุ์ของสัตว์ ทำให้เกิดการแบ่งประเภทที่แตกต่างกัน เพื่อการใช้งานที่หลากหลายในการผลิตสิ่งทอ
แหล่งที่มาจากสัตว์ : แกะ, แพะ, อัลปากา และอูฐ
แกะ เป็นแหล่งผลิตขนสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก แกะต่างสายพันธุ์ให้คุณภาพของขนที่แตกต่างกันไป แกะพันธุ์เมอริโน (Merino) ให้ขนสัตว์ที่ละเอียดที่สุดบางชนิด โดยมีเส้นใยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12-24 ไมครอน (microns)
แกะพันธุ์รอมนีย์ (Romney) และเลสเตอร์ (Leicester) ให้ขนที่หยาบกว่า ซึ่งเหมาะสำหรับทำพรม และผ้าเนื้อหนา โครงการปรับปรุงพันธุ์แกะ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพขน, ความยาวของเส้นใย และปริมาณผลผลิต
แพะ เป็นแหล่งของขนสัตว์ชนิดพิเศษหลายประเภท แพะแคชเมียร์ (Cashmere goats) มีขนชั้นในที่นุ่ม ซึ่งจะกลายเป็นเส้นใยแคชเมียร์สุดหรู แพะแองโกรา (Angora goats) ให้ขนที่เรียกว่า “โมแฮร์” (mohair) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความเงางาม และความทนทาน
อัลปากา (Alpacas) ให้ขนสัตว์ที่ให้ความรู้สึกนุ่มกว่าขนแกะ ขนของมันมีความสามารถในการกันน้ำตามธรรมชาติ และมีหลายสี ขนอัลปากาไม่มีสารลาโนลิน (lanolin) ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้ขนสัตว์
อูฐ ให้ขนชั้นนอกที่หยาบ และขนชั้นในที่ละเอียด โดยขนชั้นในที่อ่อนนุ่ม จะถูกนำไปทำเป็นผ้าขนอูฐสุดหรู นอกจากนี้ ยามา (Llamas) และบิกุญญา (vicuñas) ก็เป็นสัตว์ที่ให้ขนสำหรับตลาดขนสัตว์ชนิดพิเศษเช่นกัน
ขนสัตว์ชนิดละเอียด, ขนสัตว์ชนิดหยาบ และสายพันธุ์พิเศษ
การจำแนกประเภทขนสัตว์ ขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใย ซึ่งวัดเป็นไมครอน ขนสัตว์ชนิดละเอียด (Fine wool) มีขนาดน้อยกว่า 25 ไมครอน และให้สัมผัสที่นุ่ม เมื่อสัมผัสกับผิวหนัง ขนสัตว์ในหมวดนี้ ส่วนใหญ่เป็นขนสัตว์คุณภาพดี ที่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม
ขนสัตว์ชนิดหยาบ (Coarse wool) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 36 ไมครอน เส้นใยที่หนากว่านี้ เหมาะสำหรับทำพรม, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าชั้นนอก ที่ต้องการความทนทานมากกว่าความนุ่ม
ขนสัตว์เกรดปานกลาง อยู่ระหว่างประเภทละเอียด และหยาบ มีความสมดุลระหว่างความนุ่ม และความแข็งแรง สำหรับเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
สายพันธุ์พิเศษ ให้ขนที่มีลักษณะเฉพาะตัว
- แกะพันธุ์คัมแบ็ก (Comeback) ให้ขนขนาด 21-26 ไมครอน
- แกะพันธุ์คอร์ริเดล (Corriedale) ให้ขนแกะพันธุ์ผสมขนาดกลาง 27-31 ไมครอน
- แกะพันธุ์ดาวน์ (Down breeds) เช่น ซัฟฟอล์ก (Suffolk) ให้ขนขนาด 23-34 ไมครอน ซึ่งมีความเงางามน้อยกว่า
ขนแกะเมอริโน, แคชเมียร์, แองโกรา และขนอัลปากา
ขนแกะเมอริโน (Merino wool) ถือเป็นมาตรฐาน สำหรับขนแกะระดับพรีเมียม มีตั้งแต่เกรดละเอียดพิเศษ (ultrafine) (ต่ำกว่า 15.5 ไมครอน) ไปจนถึงเกรดแข็งแรง (strong) (มากกว่า 23 ไมครอน) ขนแกะเมอริโนจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้รับการจัดอันดับคุณภาพสูงสุด
ขนแกะเมอริโนที่ละเอียดที่สุด มาจากแกะวัยรุ่น (hoggets) ขนชนิดนี้ มีความยาว 90-115 มม. และให้ความนุ่ม และความยืดหยุ่นที่ดีเยี่ยม
แคชเมียร์ (Cashmere) มาจากขนชั้นในที่อ่อนนุ่มของแพะแคชเมียร์ ต้องใช้ความระมัดระวังในการเก็บรวบรวม ในช่วงฤดูผลัดขนในฤดูใบไม้ผลิ เส้นใยแคชเมียร์มีความละเอียด และน้ำหนักเบามาก
ขนแองโกรา (Angora wool) มาจากแพะแองโกรา ซึ่งให้เส้นใยที่เรียกว่าโมแฮร์ ขนชนิดนี้ มีความเงางามตามธรรมชาติ และย้อมสีติดได้ง่าย นอกจากนี้ กระต่ายแองโกรา (Angora rabbits) ก็ให้เส้นใยแองโกราอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกัน
ขนอัลปากา (Alpaca wool) มีคุณสมบัติกันน้ำ และควบคุมอุณหภูมิตามธรรมชาติ มีสีธรรมชาติมากกว่า 20 สี ตั้งแต่สีขาว ไปจนถึงสีดำ และเฉดสีน้ำตาลต่างๆ
การจัดเกรด และการจำแนกประเภทของเส้นใยขนสัตว์
ระบบการจัดเกรดขนสัตว์ จะวัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใย, ความยาวของเส้นใย (staple length), ความแข็งแรง และสี โดยเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใย ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการกำหนดราคา และการนำไปใช้งาน
| ช่วงเส้นผ่านศูนย์กลาง | การจัดประเภท |
|---|---|
| ต่ำกว่า 15.5 ไมครอน | ขนแกะเมอริโน ultrafine |
| 15.6-18.5 ไมครอน | ขนแกะเมอริโน superfine |
| 18.6-20 ไมครอน | ขนแกะเมอริโน fine |
| 20.1-23 ไมครอน | ขนแกะเมอริโน medium |
| มากกว่า 23 ไมครอน | ขนแกะเมอริโน strong |
ผู้คัดแยกขนแกะมืออาชีพ จะแบ่งแผงขนแกะ (fleeces) ออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ ขนจากลำตัวหลัก (fleece), เศษขน (broken pieces), ขนจากส่วนท้อง (bellies) และปอยขน (locks) โดยขนแต่ละส่วน จะมีระดับคุณภาพที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ขนนั้น ขึ้นอยู่บนส่วนใดของตัวแกะ
ตลาดค้าขนแกะแห่งออสเตรเลีย (The Australian Wool Exchange) ใช้สัญลักษณ์ “1PP” สำหรับขนแกะเมอริโน (merino wool) ที่มีคุณภาพดีที่สุด ในแต่ละปีจะมีก้อนขนแกะอัดแท่ง (bales) เพียงไม่กี่สิบก้อนเท่านั้น ที่ผ่านมาตรฐานอันเข้มงวดนี้ได้ ทั้งในด้านความละเอียด, ลักษณะเฉพาะ และสี
นอกจากนี้ ขนแกะยังถูกจำแนกออกเป็น ขนแกะบริสุทธิ์ (virgin wool) คือ ขนที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน, ขนแกะรีโปรเซส (reprocessed wool) คือ ขนที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ จากกระบวนการผลิตก่อนถึงมือผู้บริโภค และขนแกะรียูส (reused wool) คือ ขนที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ หลังจากผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคแล้ว
กระบวนการแปรรูปขนแกะ : จากขนดิบสู่ผืนผ้า
การแปรรูปขนแกะดิบ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำเร็จรูปนั้น ประกอบด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การทำความสะอาด, การเตรียมเส้นใy ไปจนถึงการขึ้นรูปเส้นใย กระบวนการนี้ เริ่มต้นด้วยการตัดขนออกจากตัวแกะ และสิ้นสุดที่การสร้างสรรค์เป็นผืนผ้า ที่ทนทานผ่านเทคนิคการปั่น, การย้อม และการทอ
การตัดขน การคัดแยก และการทำความสะอาดขนดิบ
การผลิตขนแกะ เริ่มต้นขึ้น เมื่อเกษตรกรทำการตัดขน (Shearing) เพื่อนำขนดิบ (fleece) ออกจากตัวแกะ ผู้เชี่ยวชาญจะใช้ปัตตาเลี่ยนไฟฟ้า ในการตัดขนให้ชิดกับผิวหนังมากที่สุด กระบวนการนี้ จะทำปีละหนึ่ง หรือสองครั้ง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแกะ
หลังจากการตัดขน คนงานจะทำการคัดแยกขนแกะดิบตามคุณภาพ และความยาวของเส้นใย ขนแกะส่วนที่ดี ที่สุด จะมาจากบริเวณสีข้าง และหัวไหล่ของแกะ ขนแกะบริสุทธิ์ (Virgin wool) ที่ได้จากขนดิบนี้ จะให้เส้นใยคุณภาพสูงสุด สำหรับสิ่งทอเกรดพรีเมียม
ขั้นตอนการล้าง (Scouring) เป็นการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากเส้นใยขนแกะ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะใช้กระบวนการซักล้างนี้ เพื่อขจัด
- สิ่งสกปรก และฝุ่นละออง
- ไขมันขนแกะ (lanolin)
- คราบเกลือจากเหงื่อ
- เศษหนัง
- เศษพืช
คนงานจะนำขนดิบ ผ่านอ่างน้ำอุ่นที่ผสมสารซักฟอกหลายอ่าง จากนั้นล้างเส้นใยให้สะอาด และนำไปอบให้แห้ง ขั้นตอนนี้ สามารถลดน้ำหนักของขนแกะดิบลงได้ถึง 60%
หลังจากขั้นตอนการล้าง จะเข้าสู่กระบวนการสาง (Willowing) โดยเครื่องจักรที่มีซี่โลหะ จะช่วยสางเส้นใยขนแกะที่พันกัน ให้ออกจากกัน และกำจัดเศษสิ่งสกปรกที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้ได้เป็นปุยขนแกะที่นุ่มฟู พร้อมสำหรับขั้นตอนการแปรรูปต่อไป
การปั่นเส้นใยขนแกะให้กลายเป็นเส้นด้าย
การสางเส้นใย (Carding) เป็นขั้นตอนการเตรียมเส้นใยขนแกะก่อนการปั่น โดยจะทำการแยก และจัดเรียงเส้นใยให้เป็นระเบียบ ลูกกลิ้งที่หุ้มด้วยลวด จะช่วยสางกลุ่มขนแกะที่จับกันเป็นก้อน และกำจัดเศษพืชออกไป กระบวนการนี้ จะได้สิ่งที่เรียกว่า สไลเวอร์ (sliver) ซึ่งมีลักษณะเหมือนเชือกหนาๆ ที่ยังไม่ตีเกลียว
วิธีการปั่นด้ายหลักๆ มีสองวิธี ซึ่งจะให้เส้นด้ายที่แตกต่างกันไป
| การปั่นแบบ worsted | การปั่นแบบ woollen |
|---|---|
| ใช้เส้นใยที่ยาวที่สุด | ใช้เส้นใยที่สั้นกว่า |
| ได้เส้นด้ายที่เรียบเนียน | ได้เส้นด้ายที่มีพื้นผิว |
| ทำให้ได้ผ้าที่เบากว่า | ทำให้ได้ผ้าที่หนากว่า |
กระบวนการผลิตเส้นด้ายวูร์สเตด (Worsted processing) จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม ที่เรียกว่า การกิลลิ่ง (gilling) และการสาง (combing) โดยการกิลลิ่งจะเป็นการยืดสไลเวอร์ (sliver) หรือกลุ่มเส้นใยเพื่อให้เส้นใยเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการสางจะกำจัดเส้นใยสั้นๆ ออกไป ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ท็อป (top)
จากนั้น กระบวนการโรฟวิ่ง (roving) จะดึงยืดท็อปให้บางลงถึง 40 เท่าของความหนาเดิม ต่อมาเครื่องปั่นด้าย (spinning machines) จะบิดเกลียวโรฟวิ่งให้กลายเป็นเส้นด้ายที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring spinning) เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในการผลิตขนสัตว์
คนงานจะใส่เกลียวเข้าไป ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้เส้นใยจับตัวกันพอดี หากบิดเกลียวมากเกินไป จะทำให้เส้นด้ายแข็งกระด้าง ในขณะที่หากบิดเกลียวน้อยเกินไป ก็จะทำให้ได้เส้นด้ายที่ไม่แข็งแรง และขาดง่าย
การย้อมสี, การทอ และการถัก
การย้อมสี สามารถทำได้ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตขนสัตว์ ผู้ผลิตอาจเลือกย้อมสีที่ตัวเส้นใย, เส้นด้าย, ผืนผ้า หรือเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขึ้นอยู่กับความต้องการของตนเอง ซึ่งแต่ละขั้นตอน ก็มีข้อดีในด้านความสม่ำเสมอของสี และต้นทุนที่แตกต่างกัน
การย้อมสีในระดับเส้นใย (Fiber-level dyeing) จะทำให้สีมีการกระจายตัวที่สม่ำเสมอที่สุด การย้อมสีเส้นด้าย (Yarn dyeing) ช่วยให้สามารถสร้างลวดลายที่ซับซ้อนระหว่างการทอได้ การย้อมผืนผ้า (Fabric dyeing) เหมาะสำหรับผ้าสีพื้น ในขณะที่การย้อมเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Garment dyeing) ช่วยให้สามารถเปลี่ยนสีสันของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว
การทอผ้า (Weaving) คือ การขัดประสานกันของเส้นด้ายยืน (warp) และเส้นด้ายพุ่ง (weft) เพื่อสร้างเป็นผืนผ้า เครื่องทอผ้าสมัยใหม่ ใช้ระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการกับเส้นด้ายนับพันเส้น อุตสาหกรรมสิ่งทอ สามารถผลิตผ้าที่มีน้ำหนัก และลวดลายหลากหลาย ผ่านเทคนิคการทอที่แตกต่างกัน
การถักผ้า (Knitting) เป็นการสร้างผืนผ้า โดยใช้ห่วงของเส้นด้ายคล้องกันไปมา วิธีนี้ ทำให้ได้ผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเหมาะสำหรับทำเสื้อสเวตเตอร์ และชุดกีฬา เครื่องถักสามารถผลิตได้ ทั้งผ้าที่เป็นผืนเรียบ หรือชิ้นส่วนเสื้อผ้าสำเร็จรูป
ทั้งสองกระบวนการนี้ เปลี่ยนเส้นด้ายที่ปั่นแล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ใช้งานได้ การเลือกระหว่างการทอ และการถักขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผ้าที่ต้องการ และการนำไปใช้งาน
แนวทางการผลิตขนสัตว์อย่างยั่งยืน
การผลิตขนสัตว์สมัยใหม่ มุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ยังคงรักษาคุณภาพไว้ เกษตรกรใช้วิธีการหมุนเวียนพื้นที่เล็มหญ้า (rotational grazing) เพื่อป้องกันการใช้งานทุ่งหญ้าหนักเกินไป แนวทางนี้ ช่วยให้ทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ และส่งเสริมสวัสดิภาพของแกะ
ระบบรีไซเคิลน้ำ จะดักจับ และนำน้ำที่ใช้ในการซักล้างขนแกะกลับมาใช้ใหม่ โรงบำบัดจะกำจัดสิ่งปนเปื้อนออก ก่อนปล่อยน้ำกลับสู่สิ่งแวดล้อม โรงงานบางแห่ง ยังสกัดไขมันขนแกะ หรือลาโนลิน (lanolin) จากน้ำซักล้าง เพื่อนำไปใช้ในเครื่องสำอาง และสารหล่อลื่น
อุปกรณ์การผลิตที่ประหยัดพลังงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เครื่องสางใยรุ่นใหม่ ใช้ไฟฟ้าน้อยลง ในขณะที่ปรับปรุงคุณภาพของเส้นใยให้ดีขึ้น โรงงานผลิตขนสัตว์บางแห่ง ในพื้นที่ ที่มีแดดจัด ยังใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์อีกด้วย
ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability systems) ช่วยติดตามเส้นทางของขนสัตว์ ตั้งแต่ฟาร์ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิต สามารถตรวจสอบแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนได้ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ผู้บริโภคจึงสามารถเลือกผลิตภัณฑ์จากฟาร์ม ที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
การผลิตขนสัตว์ออร์แกนิก (Organic wool) จะงดใช้ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยสังเคราะห์ในทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะ ฟาร์มเหล่านี้ ใช้วิธีทางธรรมชาติในการควบคุมปรสิต และรักษาสภาพดิน ทำให้เส้นใยขนสัตว์ที่ได้ เป็นไปตามข้อกำหนดการรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่เข้มงวด
การใช้งาน และประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันของผ้าขนสัตว์
ผ้าขนสัตว์ มีวัตถุประสงค์การใช้งานหลักในชีวิตประจำวัน 3 ประการ ได้แก่ : ใช้ทำเครื่องแต่งกายที่ให้ความอบอุ่น และความสะดวกสบาย, ใช้ทำสิ่งทอในบ้านที่ให้ความทนทาน และเป็นฉนวน และใช้เป็นส่วนผสมพิเศษ ที่รวมข้อดีของขนสัตว์เข้ากับวัสดุอื่นๆ
ผ้าขนสัตว์ในเครื่องแต่งกาย : เสื้อสเวตเตอร์, ชุดสูท และถุงเท้า
เสื้อสเวตเตอร์ขนสัตว์ ยังคงเป็นการใช้งานผ้าขนสัตว์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเสื้อประเภทนี้ จะกักเก็บอากาศไว้ระหว่างเส้นใย เพื่อสร้างฉนวนกันความหนาวตามธรรมชาติ สเวตเตอร์ที่ทำจากขนแกะเมอริโน (Merino wool) จะให้สัมผัสที่นุ่มนวลต่อผิว และช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ชุดสูทธุรกิจ ที่ทำจากผ้าขนสัตว์ ให้รูปลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ และความสะดวกสบาย เนื้อผ้าจะทิ้งตัวสวยงาม และทนทานต่อรอยยับ ชุดสูทขนสัตว์ สามารถรับมือกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ดี พร้อมทั้งยังคงรูปทรงเดิม
เครื่องแต่งกายขนสัตว์ที่พบบ่อย
- สเวตเตอร์ และคาร์ดิแกน
- ชุดสูทธุรกิจ และเบลเซอร์
- ถุงเท้า และชุดชั้นใน
- โค้ท และแจ็กเกต
ถุงเท้าขนสัตว์ ให้ความอบอุ่นได้ แม้ในขณะที่เปียกชื้น โดยจะช่วยระบายความชื้นออกจากเท้า และป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ นักเดินป่าจำนวนมาก นิยมเลือกใช้ถุงเท้าขนสัตว์ สำหรับการเดินทางไกล
เสื้อผ้าขนสัตว์ สามารถใช้งานได้ในฤดูกาลที่แตกต่างกัน ขนสัตว์น้ำหนักเบา ช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกเย็นสบายในฤดูร้อน ส่วนขนสัตว์ที่หนากว่า จะให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว ทำให้เสื้อผ้าขนสัตว์มีประโยชน์ตลอดทั้งปี
ถุงมือ และหมวกที่ทำจากขนสัตว์ ช่วยปกป้องมือ และศีรษะจากอากาศหนาวเย็น เส้นใยธรรมชาติ จะช่วยป้องกันลม ในขณะที่ยังช่วยให้ผิวหนัง สามารถระบายอากาศได้
สิ่งทอในบ้าน : พรม, ผ้าทวีด และฉนวนกันความร้อน
พรมขนสัตว์ มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าพรมใยสังเคราะห์ มีคุณสมบัติป้องกันคราบสกปรกตามธรรมชาติ และคืนตัวได้ดีจากการถูกเหยียบย่ำ บ้านหรูหลายแห่ง นิยมใช้พรมขนสัตว์ เนื่องจากความทนทาน
ผ้าทวีด (Tweed) เป็นการผสมผสานเส้นใยขนสัตว์ ที่มีสีแตกต่างกัน ทำให้ได้วัสดุที่แข็งแรง ซึ่งนิยมใช้ทำผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ และแจ็กเกต ผ้าทวีดจากสก็อตแลนด์ มีชื่อเสียงด้านคุณภาพ และลวดลาย
การใช้งานขนสัตว์ในบ้าน
- พรมปูพื้น และพรมผืนเล็ก
- ผ้าห่ม และผ้าคลุม
- ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
- ฉนวนกันความร้อน สำหรับผนัง
ฉนวนกันความร้อน สำหรับอาคาร ที่ทำจากขนสัตว์ เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยควบคุมอุณหภูมิ และดูดซับเสียง ฉนวนขนสัตว์ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังเหมือนฉนวนใยแก้ว (fiberglass)
ผ้าห่มขนสัตว์ให้ความสบาย และความอบอุ่น สำหรับเตียงนอน และโซฟา ช่วยควบคุมอุณหภูมิระหว่างการนอนหลับ และให้สัมผัสที่นุ่มนวลต่อผิว หลายคนนิยมใช้ผ้าห่มขนสัตว์มากกว่าวัสดุสังเคราะห์
คุณสมบัติการทนไฟตามธรรมชาติของขนสัตว์ ทำให้ปลอดภัยสำหรับใช้ในบ้าน โดยผ้าขนสัตว์จะไม่ติดไฟ หรือหลอมละลายได้ง่าย
ผ้าขนสัตว์ผสม และเสื้อผ้าขนสัตว์ชนิดพิเศษ
ผ้าขนสัตว์ผสม เป็นการนำขนสัตว์ไปผสมกับผ้าฝ้าย, ผ้าไหม หรือเส้นใยสังเคราะห์ ส่วนผสมเหล่านี้ ช่วยลดต้นทุน ในขณะที่ยังคงข้อดีบางประการของขนสัตว์ไว้ ผ้าผสมระหว่างคอตตอน และขนสัตว์จะซักทำความสะอาดได้ง่ายกว่าผ้าขนสัตว์แท้
เสื้อผ้าขนสัตว์ประสิทธิภาพสูง (Performance wool garments) ใช้ขนแกะเมอริโนอย่างดี ในการผลิตชุดออกกำลังกาย เสื้อผ้าเหล่านี้ จะช่วยระบายเหงื่อระหว่างออกกำลังกาย และป้องกันกลิ่น นักกีฬานิยมเลือกใช้ชุดขนสัตว์เป็นชุดชั้นในสุด (base layers) สำหรับกีฬาในสภาพอากาศหนาวเย็น
ผ้าขนสัตว์ผสมที่ได้รับความนิยม
- ขนสัตว์ผสมคอตตอน (อัตราส่วน 60/40)
- ขนสัตว์ผสมผ้าไหม (ให้สัมผัสหรูหรา)
- ขนสัตว์ผสมโพลีเอสเตอร์ (ดูแลรักษาง่าย)
เสื้อผ้าขนสัตว์ชนิดพิเศษ ได้แก่ เครื่องแบบทหาร และชุดทำงาน ซึ่งจะใช้ขนสัตว์ที่หยาบกว่า และทนทานต่อความเสียหาย คุณสมบัติตามธรรมชาติของผ้าขนสัตว์ ช่วยปกป้องผู้ปฏิบัติงานในสภาวะที่สมบุกสมบัน
เสื้อผ้าเด็กที่ทำจากขนสัตว์เนื้อนุ่ม ให้ความอบอุ่น โดยไม่ระคายเคืองผิว ขนลูกแกะ (Lambswool) มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ สำหรับผิวทารก ผู้ปกครองนิยมเลือกใช้ขนสัตว์ เนื่องจากการควบคุมอุณหภูมิตามธรรมชาติ
เสื้อผ้าขนสัตว์จากดีไซเนอร์ ใช้เส้นใยคุณภาพดี สำหรับสินค้าระดับหรู สเวตเตอร์แคชเมียร์ (Cashmere) และโค้ทขนสัตว์แสดงให้เห็นถึงคุณภาพระดับพรีเมียมของขนสัตว์ เสื้อผ้าเหล่านี้ มีราคาสูงกว่า แต่มีอายุการใช้งานยาวนานหลายปี หากดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

